Phitsanulok Travel Guide

PHRA SI RATTANA MAHATHAT TEMPLE

Phra Si Rattana Mahathat Temple or locally known as Wat Yai is considered to be the most important temple in Phitsanulok. It was built in 1357 during the reign of Phra Maha Thamma Racha I of Sukhothai Kingdom to enshrine the famous Phra Buddha Chinnarat statue. Phra Buddha Chinnarat is a bronze-casted statue widely considered the most beautiful image of the Buddha inThailand. The statue's unique feature is the halo that signifies the spiritual radiance of the Lord Buddha; it then becomes an influence to Buddha images in later years. The statue was coated in gold by King Ekatotsarot in 1931.

Every year in January, there is a festival to celebrate Phra Buddha Chinnarat. Other interesting architecture details include the ordination hall's doors, which were made in 1756 using wood and pearl inlaid crafted by Ayutthaya's royal craftsmen, and wall paintings depicting the life of the lord Buddha. There are three more attractions to admire: Phra Attharot standing Buddha statue, enshrined in front of the main pagoda, was casted in the same period as Phra Buddha Chinnarat; the 36-meter-high Phra Prang (pagoda) constructed using the early Ayutthaya style to enshrine the relic of the Lord Buddha; and a small museum exhibiting Buddha images of the Sukhothai and Ayutthaya era and other religious artifacts can be found within the vicinity.

Opening hours: The temple is open from 06.30-18.30 hrs and the Phra Phuttha Chinnarat National Museum is open from Wednesday to Sunday between 09.00-16.00 hrs. The museum is closed on public holidays.

ภาษาไทย

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร

ไม่มีหลักฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อใด สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นก่อนสมัยสุโขทัย และเป็นพระอารามหลวงมาแต่เดิม เพราะได้พบหลักฐานศิลาจารึกสุโขทัยมีความว่า พ่อขุนศรีนาวนำถมทรงสร้างพระทันตธาตุสุคนธเจดีย์ ...

ส่วนในพงศาวดารเหนือกล่าวไว้ว่า " ในราวพุทธศักราช ๑๙๐๐ พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก (พระมหาธรรมราชาลิไท) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ครองกรุงสุโขทัย ทรงมีศรัทธาเลื่อมใสในบวรพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังได้ทรงศึกษาพระไตรปิฎกและคัมภีร์ศาสนาอื่น ๆ จนช่ำชองแตกฉาน หาผู้ใดเสมอเหมือนได้ยาก พระองค์ได้ทรงสร้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ในฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน มีพระปรางค์อยู่กลาง มีพระวิหาร ๔ ทิศ มีพระระเบียง ๒ ชั้นและทรงรับสั่งให้ปั้นหุ่นหล่อพระพุทธรูปขึ้น ๓ องค์ เพื่อประดิษฐานเป็นพระประธานในพระวิหารทั้ง ๓ หลัง"

ต่อมาเมื่อ ปี พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯให้ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร เมื่อ พ.ศ. 2458 ปัจจุบันจึงมีชื่อเต็มว่า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารพระพุทธชินราช เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยสำริด ปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัยตอนปลาย หน้าตักกว้าง 5 ศอก 1 คืบ 5 นิ้ว สูง 7 ศอก หล่อในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พญาลิไท) ซึ่งได้สร้างพระพุทธชินราช พร้อมกับพระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา ฐานชุกชีปั๊มเป็นรูปบัวคว่ำบัวหงาย เดิมไม่ได้ลงรักปิดทอง ได้มีการปิดทองครั้งแรกในรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ คราวเสด็จพระราชดำเนินมานมัสการพระพุทธชินราช เมื่อปี พ.ศ. 2146

พระพุทธชินราช เป็นพระพุทธรูปองค์ประธานของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามที่สุดในประเทศไทย เส้นรอบนอกพระวรกายอ่อนช้อย พระพักตร์ค่อนข้างกลม พระขนงโก่ง พระเกตุมาลาเป็นรูปเปลวเพลิง มีลักษณะพิเศษเรียกว่าทีฆงคุลี คือที่ปลายนิ้วพระหัตถ์ทั้งสี่นิ้วยาวเสมอกัน ซุ้มเรือนแก้วทำด้วยไม้แกะสลักสร้างในสมัยอยุธยา แกะสลักเป็นรูปมกร (ลำตัวคล้ายมังกรแต่มีงวงคล้ายช้าง) อยู่ตรงปลายซุ้ม และมีลำตัวเหรา (คล้ายจระเข้) อยู่ตรงกลางซุ้ม มีเทพอสุราปกป้องพระองค์อยู่สองตน คือ ท้าวเวสสุวัณ และอารวกยักษ์

ในตำนานการสร้างพระพุทธชินราชกล่าวว่า พระพุทธชินราชสร้างในสมัยพระศรีธรรมไตรปิฎก ธาตุของพระพุทธเจ้า คือ ผม ได้สร้างขึ้นพร้อมกับพระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา โดยใช้ช่างจากเมืองศรีสัชนาลัย และเมืองหริภุญชัย ในการเททองปรากฏว่าหล่อได้สำเร็จเพียงสององค์ ส่วนพระพุทธชินราชทองแล่นไม่ตลอด ต้องทำพิมพ์หล่อใหม่ถึงสามครั้ง ครั้งสุดท้ายพระอินทร์ได้แปลงกายเป็นชีปะขาวมาช่วยเททองหล่อ เมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้นสองค่ำ เดือนหก ปีมะเส็ง จุลศักราช 717 จึงหล่อได้สำเร็จบริบูรณ์

ปัจจุบันพระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดาได้ถูกอันเชิญไปประดิษฐานที่วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ทางวัดจึงได้หล่อองค์จำลองขึ้นแทน

PHU SOI DAO NATIONAL PARK

Phu Soi Dao National park occupies an area of 48,962.5 rai or 58,750 acres of land. The park has a cool climate all year round due to its height at 2,102 meters above sea level. Phu Soi Dao national park borders Laos and is home to several species of wild flowers. The park has several attractions that includes a savanna field situated within the dense pine trees and the five tier Phu Soi Dao waterfall near the park office. A 4-5 hour hike up the mountainous trail brings you to Larn Paa Son where you can stay over night. Visitors should stop at Sai Tip waterfall during their way to Larn Paa Son to admire the moss and lichen covered cliff.

Visitors can reach Phu Soi dao from Phitsanulok by taking the highway to Wat Bot and Ban Pong Cae, then heading towards Chat Trakan District and to Phu Soi Dao for a total distance of 177 kilometers or from Phitsanulok towards Nakhon Thai District, then to Chat Trakan, and finally to Phu Soi Dao for a total distance of 154 kilometers. Six public buses depart for Phu Soi Dao from Phitsanulok at 06.00, 07.20, 09.30, 11.30, 12.50, and 16.50 hrs. An advance notice to park officers is required.

ภาษาไทย

อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว

มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำปาด ท้องที่ตำบลม่วงเจ็ดต้น ตำบลนาขุม ตำบลบ้านโคก อำเภอบ้านโคก อำเภอห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ตำบลบ่อภาค อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก เป็นพื้นที่ที่มีสภาพป่าค่อนข้างสมบูรณ์ปกคลุมไปด้วยป่าธรรมชาติที่สวยงาม เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร มีจุดเด่นที่น่าสนใจและเป็นที่ดึงดูดใจของนักท่องเที่ยว ได้แก่ น้ำตกภูสอยดาว เป็นน้ำตก 5 ชั้น มีเนื้อที่กว้างประมาณ 1,000 ไร่ มีความสวยงามมาก มีถนนลาดยาง เข้าถึงพื้นที่ทำให้สะดวกสบายในการเดินทางพักผ่อนหย่อนใจ อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว มีเนื้อที่ประมาณ 212,633 ไร่ หรือ 340.21 ตารางกิโลเมตร

อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว แต่เดิมเป็นวนอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ได้สำรวจจัดตั้งเป็นวนอุทยาน แห่งชาติภูสอยดาว โดยสำนักงานป่าไม้เขตพิษณุโลก เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 มีพื้นที่เพียง 20,000 ไร่ จนกระทั่งปีงบประมาณ 2535 กรมป่าไม้ได้จัดสรรงบประมาณให้สำนักงานป่าไม้เขตพิษณุโลกทำการสำรวจพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อผนวกเข้ากับพื้นที่เดิมของวนอุทยานภูสอยดาว ผลการสำรวจพื้นที่เพิ่มเติมในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำปาด ท้องที่อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ และในเขตป่าไม้ถาวรตามป่าภูสอยดาวท้องที่อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ป่าภูสอยดาว ท้องที่อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ตามมติคณะรัฐมนตรีได้เนื้อที่รวม 48,962.5 ไร่ หรือ 78.34 ตารางกิโลเมตร

ต่อมาสำนักงานป่าไม้เขตพิษณุโลกได้มีหนังสือที่ กษ 0725.07/5819 ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2536 เรื่อง ขอจัดตั้งวนอุทยานแห่งชาติภูสอยดาวเป็นอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ได้รายงานให้กรมป่าไม้ทราบว่า พื้นที่วนอุทยานแห่งชาติภูสอยดาวซึ่งตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำปาด ท้องที่อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ และเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีป่าภูสอยดาว ท้องที่อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก เป็นพื้นที่ที่มีสภาพป่าค่อนข้างสมบูรณ์ ปกคลุมไปด้วยป่าธรรมชาติที่สวยงาม เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร สภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นภูเขาสูงชัน บางจุดสูงจากระดับน้ำทะเล 1,600 เมตร เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และเป็นพื้นที่ชายแดนติดต่อประเทศลาว ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของชาติ มีจุดเด่นที่น่าสนใจเป็นที่ดึงดูดให้ประชาชน นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชม ได้แก่ น้ำตก 5 ชั้น ชื่อว่า ภูสอยดาว มีเนื้อที่กว้าง 1,000 ไร่ มีความสวยงามมากและพื้นที่ใกล้เคียงยังมีสภาพป่าธรรมชาติที่สมบูรณ์ สามารถผนวกเป็นเขตอุทยานแห่งชาติได้อีกเป็นจำนวนมาก จึงเห็นสมควรที่จะรักษาพื้นที่ป่าแห่งนี้ไว้เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว

จนกระทั่งปี 2551 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าน้ำปาดและป่าภูสอยดาว ในท้องที่ตำบลม่วงเจ็ดต้น ตำบลบ้านโคก ตำบลนาขุม อำเภอบ้านโคก อำเภอห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ และตำบลบ่อภาค อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนที่ 71 ก ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2551

PHU HIN RONG KLA NATIONAL PARK

Phu Hin Rong Kla National Park covers an area of 191,875 rai or 76,750 acres of land, located 130 kilometers from Phitsanulok town center. The park has many different terrains including waterfalls, lush forests, and plains of rocks with the highest point in the park at 1,617 meters above sea level. There are different types of rock formations with splits in the rocky grounds and uneven formations. The park offers the opportunity to explore many of its historical sites that staged the conflict of two political parties.

During 1967-1982, Phu Hin Rong Kla was the headquarters of the Communist Party of Thailand. The area was deemed a red zone by the government and became a battlefield between the Royal Thai Army and the Communist Party for 15 years. Phu Hin Rong Kla was a strategic location due to its mountainous areas which were great for defenses. The conflict ended in 1982 when the government granted amnesty to the students who join the Communist Party of Thailand, resulting in Phu Hin Rong Kla becoming a national park in 1984.

Visitors are able to witness the rustic meeting hall, political school, and the administration building. A trail leading to Lan Hin Pum contains rock formations where Communist Party students used them as shelter from air bombing. The nearby headquarters is now a museum that exhibits weapons and medical instruments used by the Communist Party members. Another trail leads to Pha Chu Thong where the Communist Party’s red victory flag is situated. Tourists and visitors may stay overnight with accommodations and tents available but you are advised to make reservations.

ภาษาไทย

ภูหินร่องกล้า

สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ประกอบด้วยยอดภูเขาที่สำคัญคือ ภูหมันขาว ภูแผงม้า ภูขี้เถ้า ภูลมโล ภูหินร่องกล้า โดยมีภูหมันขาวเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด สูงประมาณ 1 ,820 เมตรจากระดับน้ำทะเล เทือกเขาเหล่านี้จะมีความสูงลดหลั่นลงไปจากด้านทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก และ เป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำลำธารหลายสาย เช่น ห้วยลำน้ำไซ ห้วยน้ำขมึน ห้วยออมสิงห์ ห้วยเหมือดโดน และห้วยหลวงใหญ่

ลักษณะภูมิอากาศ

ภูหินร่องกล้ามีสภาพภูมิอากาศคล้ายภูกระดึงและภูหลวงเนื่องจากมีความสูงไล่เลี่ยกันอากาศจะหนาวเย็นเกือบตลอดปี โดยเฉพาะในฤดูหนาวอุณหภูมิจะต่ำมากประมาณ 0-4°c มีหมอกคลุมทั่วบริเวณ ส่วนฤดูร้อนอากาศจะเย็นสบายฝนตกชุกในฤดูฝน อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปี ประมาณ 18-25°c

พืชพรรณและสัตว์ป่า

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ปกคลุมไปด้วยป่าไม้ 3 ชนิด คือ ป่าเต็งรัง ป่าดิบเขา และป่าสนเขา

ป่าเต็งรัง เป็นป่าที่ขึ้นในพื้นที่ระดับต่ำบริเวณเชิงเขา พื้นที่เป็นดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์และค่อนข้างแห้งแล้ง พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ เต็ง รัง พยอม เหียง ตะคร้อ พลวง ฯลฯ

ป่าดิบเขา จะขึ้นในบริเวณเขาสูง ซึ่งมีปริมาณน้ำฝนค่อนข้างมาก อากาศชื้น เป็นป่ารกทึบ พันธุ์ไม้ที่พบเห็นทั่วไป ได้แก่ ก่อเดือย ก่อหัวหมู อบเชย ทะโล้ ฯลฯ ส่วนพืชพื้นล่าง ได้แก่ หวาย ปาล์มชนิดต่างๆ

ป่าสนเขา เป็นป่าบนที่ราบหลังภู มีสนสองใบและสนสามใบขึ้นปะปนกัน ส่วนใหญ่เป็นสนสองใบ บางแห่งอยู่รวมกันเป็นป่าสนกว้างใหญ่

นอกจากนี้ยังพบกล้วยไม้ป่าดอกไม้ป่าหลายชนิดขึ้นอยู่ตามลานหิน เช่น ม้าวิ่ง เอื้องตาหิน เอื้องคำหิน เอื้องสายสามสี ช้องนางคลี่ เหง้าน้ำทิพย์ กุหลาบขาว กุหลาบแดง ฟองหิน รวมทั้งมอส เฟิน ไลเคนล์ และตะไคร่ชนิดต่างๆ ซึ่งในช่วงปลายฤดูฝนต่อฤดูหนาวดอกไม้ป่าเหล่านี้จะออกดอกบานสะพรั่งมีสีสันงดงาม

ในอดีตภูหินร่องกล้า เคยมีสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น เสือ กวางป่า เก้ง กระจง นกชนิดต่าง ๆ ครั้นต่อมาเมื่อกลายเป็นแหล่งอาศัยของคนจำนวนมาก และยังเคยเป็นสมรภูมิแห่งการสู้รบมาก่อน สัตว์ป่าต่างๆ จึงถูกล่าเป็นอาหาร ในปัจจุบันเหตุการณ์ต่าง ๆ สงบลง จึงมีสัตว์ป่าขนาดใหญ่ เช่น เสือ เก้ง กระจง หมี และนกหลายชนิดเข้ามาอาศัยอยู่มากขึ้น

KHAO KHO

Khao Kho includes various small and large mountains of the Phetchabun range in Khao Kho district. The reason it is called “Khao Kho” is because there are a lot of “Ton Kho” – Mountain Serdang (Livistona speciosa). Due to the chilly temperature throughout the year, and its coolness in the winter with beautiful scenery, it is one of the most famous tourist attractions in Phetchabun.

Khao Kho comprises complex mountain ranges. Its summit is 1,174 metres above sea level. Khao Ya is 1,290 metres, while Khao Yai is 865 metres. Moreover, there is Khao Takhian Ngo, Khao Hin Tang Bat, Khao Huai Sai and Khao Um Phae. The forests in this area are deciduous dipterocarp forest, pine forest and evergreen forest. The interesting point is the plants in the Family Palmae which seem like the Asian Palmyra Palm, but they bear fruits in bunches similar to betel nuts. Although, at present a large area of forests has already been cut down, some are still to be seen.

Interesting attractions at Khao Kho are as follows:

The Haw Memorialis a memorial statue for the militiamen from the Special Forces, Division 93, who helped fight within the Khao Kho area and died. It is located a little after Km. 23 on Highway 2196.

Than Itthi (Weapon Museum) is situated a bit after Km. 28 on Highway 2196. Turn right into Highway 2323 for 3 kilometres. It is a viewpoint where beautiful scenery can be seen and was once an important strategic base in the past. At present, it is a weapon museum, displaying the cannons, military tank remains and weapons used in the battle on Khao Kho. There is also a briefing room for a group visit. It is open daily, costing 10 Baht a person.

ภาษาไทย

เป็นชื่อเรียกรวมทิวเขาน้อยใหญ่ของเทือกเขาเพชรบูรณ์ ในเขตอำเภอเขาค้อ เหตุที่เรียกกันว่า “เขาค้อ” เพราะป่าบริเวณนี้เดิมมีต้นค้อซึ่งเป็นไม้ตระกูลปาล์มขึ้นอยู่มาก ภูมิอากาศบนเขาค้อเย็นสบายตลอดปีแม้ในฤดูร้อน และค่อนข้างเย็นจัดในฤดูหนาว รวมทั้งมีทัศนียภาพสวยงาม จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของเพชรบูรณ์ เขาค้อประกอบด้วยภูเขาสลับซับซ้อนมากมาย ยอดเขาค้อมีความสูงประมาณ 1,174 เมตร เหนือระดับทะเล เขาย่าสูง 1,290 เมตรและเขาใหญ่ สูง 865 เมตร นอกจากนั้นยังมีเขาตะเคียนโง๊ะ เขาหินตั้งบาตร เขาห้วยทรายและเขาอุ้มแพ ลักษณะป่าไม้ในแถบนี้เป็นป่าเต็งรังหรือป่าไม้สลัดใบ ป่าสน และป่าดิบ ที่น่าสนใจก็คือ พันธุ์ไม้ตระกูลปาล์ม ลักษณะคล้ายต้นตาล แต่ออกผลเป็นทะลายคล้ายหมาก แม้ปัจจุบันป่าจะถูกถางไปมากก็ตาม แต่ก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้าง จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจบริเวณเขาค้อมีหลายแห่งโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การสู้รบกับคอมมิวนิสต์ ได้แก่ อนุสาวรีย์จีนฮ่อ พิพิธภัณฑ์อาวุธ อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ นอกจากนี้ยังมีพระบรมธาตุเจดีย์ พระตำหนักเขาค้อ น้ำตก ที่พักบนเขาค้อ มีให้เลือกหลายแห่ง ส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณตำบลทุ่งสมอและแคมป์สน ห่างจากสถานที่ท่องเที่ยวบนเขาค้อประมาณ 30 กิโลเมตร ที่พักที่อยู่ใกล้ที่สุดได้แก่ บ้านพักทหารม้า กิโลเมตรที่ 28 ทางหลวงหมายเลข 2196 กองพลทหารม้าที่ 28 และเรือนพักผู้ติดตามอยู่ใกล้กัน

FLOWER FIELD

Bueng Samphan covers the area of Ban Khao Phluang and Ban Pa Yang, Sa Kaeo Sub-district, where there is sunflower planting on Phukhao Luang, covering an area of more than 10,000 rai in December. In the morning when the sunflowers are in bloom, this mountain will become a spectacular golden sunflower field. In December, Bueng Sam Phan District will organise the event “Sunflower Blossom on the Mountain at Bueng Sam Phan”. In the event, there will be a contest of the largest sunflower, a sunflower beauty contest, the preservation of sunflower seeds, and sales of agricultural produce.

To get there:

From Phetchabun, take Highway No. 21, passing Nong Phai District until reaching the intersection. At the intersection, turn left into Highway No. 225, the similar way to Chaiyaphum for 18 kilometres. At Sap Bon Intersection, turn left for 14 kilometres to Ban Pa Yang. At Ban Pa Yang, the 10,000 rai of sunflower fields will be seen.

ภาษาไทย

มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ที่บ้านเขาพลวง บ้านป่ายาง ตำบลสระแก้ว มีการปลูกทานตะวันบนภูเขาหลวง ครอบคลุมพื้นที่กว่าหมื่นไร่ เมื่อดอกทานตะวันบานในตอนเช้าภูเขาบริเวณนี้จะกลายเป็นทุ่งทานตะวันมีสีเหลืองอร่ามสวยงาม ในเดือนธันวาคมทางอำเภอบึงสามพันจัดงาน “ตะวันบานบนภูที่บึงสามพัน” ภายในงานมีการจัดประกวดดอกทานตะวันที่ใหญ่ที่สุด การประกวดธิดาตะวัน การแปรรูปเมล็ดทานตะวัน และการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร การเดินทาง จากจังหวัดเพชรบูรณ์ใช้ทางหลวงหมายเลข 21 ผ่านอำเภอหนองไผ่ ไปจนถึงสี่แยกราหุล แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 225 ไปทางจังหวัดชัยภูมิอีก 18 กิโลเมตร ถึงสี่แยกซับบอน เลี้ยวซ้ายไปอีก 14 กิโลเมตร ถึงบริเวณบ้านป่ายางจะเห็นไร่ทานตะวันนับหมื่นไร่

ประวัติวัดตาปะขาวหาย

เป็นตำนานสืบเนื่องมาจากการสร้างพระพุทธชินราช ตามพงศาวดารกล่าวว่าพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก รัชกาลที่ 4 ในราชวงศ์พระร่วงกรุงสุโขทัยนั่นเองที่เป็นผู้สร้างพระพุทธชินราชเมื่อราว พ.ศ. 1900

พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกทรงรู้สึกประหลาดพระทัยยิ่งนักที่พระพุทธชินราชนั้น ทองแล่นไม่ติดเต็มองค์ พระองค์ทรงตั้งสัตยาธิษฐานเสี่ยงเอาบุญบารมีของพระองค์เป็นที่ตั้งอีกทั้งขอให้ทวยเทพยาดาจางช่วยดลใจให้สร้างพระพุทธรูปสำเร็จตามพระประสงค์ ในกาลครั้งนั้นปรากฏว่า มี ตาปาว คนหนึ่ง ไม่มีผู้ใดทราบชื่อว่ามาจากไหนได้เข้าสมัครมาเป็นนายช่างใหญ่ ช่วยปั้นหุ่นและช่วยเททอง ทำการงานอย่างแข็งแรง ทั้งกลางวันกลางคืน จนเสร็จโดยไม่ยอมพูดจากับผู้ใด

ครั้นได้มหามงคลฤกษ์ ก็ได้ประกอบพิธีเททองหล่อพระพุทธชินราช คราวนี้ทองก็แล่นเต็มบริบูรณ์ตลอดทั้งองค์พระ ปรากฏว่าเมื่อหล่อพระเสร็จแล้ว ตาปะขาวได้หายตัวไปทางกลับวิมานไป ณ วัดตาประขาวหายแห่งนี้

จากวัดตาปะขาวหายขึ้นไปทางเหนือ 800 เมตร ได้ปรากฏหลักฐานสำคัญที่ทำให้เชื่อได้ว่า องค์เทพปะขาว ได้หายไปจริง เพราะมีผู้พบเห็นว่าท้องฟ้าเป็นช่อขึ้นไป ชาวบ้านได้สร้างศาลาขึ้นไว้ เรียกว่า ศาลาช่องฟ้า มาถึงปัจจุบัน ณ ที่นั้นมีบ่อน้ำ วัดตาปะขาวหายได้เคยแสดงอภินิหารให้ปรากฏหลายครั้งหลายหน จึงเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านและบุคคลทั่วไปเป็นอันมากจนถึงทุกวันนี้

ประวัติวัดจันทร์ตะวันตก

วัดนี้เข้าใจว่าสร้างขั้นตั้งแต่สมัยอยุธยาหรือก่อนหน้านั้นแล้วก็ได้ เพราะปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาหลายตอนซึ่งตรงสมัยกรุงธนบุรี ตอนนอแซหวุ่นกี้แม่ทัพพม่ายกทัพมาล้อมเมืองพิษณุโลก เมื่อราว 200 ปีล่วงมาแล้ว

“ ครั้น ณ วันอังคาร แรม 2 ค่ำ เดือน 3 กลางคืนเพลาสี่ทุ่ม จึงเสด็จทัพหลวงขึ้นไป ณ ค่ายมั่นใกล้วัดจันทร์ดำรัสให้กองพระยายมราช และพระยานครราชสีมา พระยาพิชัยสงคราม ยกไปช่วยพระยานครสวรรค์ ซึ่งตั้งค่ายประชิดโอบค่ายพม่า ณ วัดจันทร์นั้น แล้วให้กองพระยาธรรมายกหนุนขึ้นไปช่วยพระยามหามนเฑียรและพระยานครสวรรค์ ซึ่งไปตั้งค่ายประชิดโอบหลังค่ายพม่า ณ วัดจันทร์ฟากตะวันตก “

จะเห็นได้ว่าในตอนแรกนั้นกล่าวถึงวัดจันทร์ตะวันออกนั้นเอง ส่วนที่กล่าวถึงในตอนหลัง คือวันจันทร์ตะวันตกแสดงว่าทั้งสองวัดมีมาแล้วเมื่อ 200 ปีเศษล่วงมาแล้ว

ประวัติวัดจันทร์ตะวันออก

จากคำบอกเล่าของปราชญ์ชาวบ้าน กล่าวว่าในอดีตสมัยกรุงธนบุรี วันจันทร์ตะวันออกแห่งนี้ยังเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของกองทัพไทยโดยพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งเป็นที่ตั้งกองทัพของพระยานครสวรรค์ในการการป้องกันเมืองพิษณุโลก จากพม่าที่นำโดยอแสวุ่นกี้ ระหว่างปี 2317-2318 เสด็จยกทัพหลวงขึ้นไป ณ ค่ายมั่นใกล้วันจันทร์ตะวันออก ดำรัสให้กองพระยายมราช และพระยานครราชสีมา พระยาพิชัยสงคราม ยกไปช่วยพระยานครสวรรค์ซึ่งตั้งค่ายโอบประชิดโอบค่ายพม่า ณ วัดจันทร์ตะวันออกแล้วให้กองพระยาธรรมายกหนุนขึ้นไปช่วยพระยามณเฑียรซึ่ง ไปตั้งค่ายประชิตโอบหลังค่ายพม่า

ประวัติวัดจุฬามณี

เป็นโบราณสถานที่มีมาก่อนสมัยสุโขทัย เคยเป็นที่ตั้งของเมืองสองแควเก่า ตามประวัติศาสตร์กล่าวว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถทรงสร้างพระวิหารและเสด็จออกผนวชที่วัดนี้ เมื่อ พ.ศ. 2007 เป็นเวลา 8 เดือน 15 วัน โดยมีข้าราชบริพาร ออกบวชตามเสด็จถึง 2,348 รูป มีโบราณสถานสำคัญคือ ปรางค์แบบขอมขนาดย่อม ฐานกว้าง 11 เมตร ยาว 18 เมตร ก่อด้วยศิลาแลง ด้านหน้าก่อเป็นแบบตรีมุข ตั้งบนฐานสูงซ้อนกันสามชั้น แต่ละชั้นย่อมุมไม้ยี่สิบ มีปูนปั้นประดับลวดลายตามขั้น ตอนล่างแถบหน้ากระดานและบัวหน้ากระดานเป็นลายหงส์ เหมือนกับองค์ปรางค์ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี สมัยที่ยังสมบูรณ์อยู่มีกำแพงแก้วล้อมรอบ ใกล้เคียงกันมีมณฑปพระพุทธบาทจำลองซึ่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้โปรดให้สร้างขึ้น แผ่นจารึกหน้ามณฑปมีใจความสรุปได้ว่า เมื่อ พ.ศ. 2221 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงมีพระบรมราชโองการให้ใช้ผ้าทาบรอยพระพุทธบาท สลักลงบนแผ่นหิน พระราชทานไว้เป็นที่กราบไหว้ของฝูงชนวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือที่เรียกกันว่า วัดใหญ่ หรือวัดหลวงพ่อพระพุทธชินราช เมื่อปีพุทธศักราช 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิด วรมหาวิหารและเป็นวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญยิ่งทั้งทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี

วัดโพธิญาณ

บริเวณวัดระหว่างทางก็จะมีต้นโพธิ์อยู่เรียงราย โดยเชื่อกันว่าต้นโพธิ์ที่เห็นอยู่นี้เป็นต้นโพธิ์ที่ตา ปะขาวหาย ผู้ที่เป็นพระอินทร์แปลงกายมาช่วยเททองพระพุทธชินราช ได้โปรยไว้ขณะที่เดินทางกลับหลัง หล่อพระพุทธชินราชเสร็จและได้หายไปพร้อมให้อาหารปลาโดยทางวัดได้ผลิตขนมปังขึ้นมาเพื่อจำหน่าย ให้แก่คนที่มาทำบุญเลี้ยงอาหารปลาบริเวณวังปลาหน้าวัด โพธิ์ญาณ โดยตั้งชื่อว่า"ขนมปังรสพระทำ" สักการะอดีตเจ้าอาวาส พระอาจารย์เฉลิม คุณาธาโม ซึ่งท่านมรณภาพไปแล้ว แต่สังขารไม่เน่า เปื่อย บรรจุอยู่ในโรงแก้ว

ประวัติวัดนางพญา

มีลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยเดียวกับวัดราชบูรณะ ต่างกันที่วัดนางพญาไม่มีพระอุโบสถมีแต่วิหาร วัดนี้มีชื่อเสียงในด้านพระเครื่องเรียกว่า พระนางพญา ซึ่งเล่าลือกันถึงความศักดิ์สิทธิ์ปัจจุบันหาได้ยากมาก

วิหารเดิมวัดนางพญาได้ดัดแปลงมาเป็นพระอุโบสถโดยการฝังลูกนิมิตเข้าไป มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเข้าใจว่าเป็นเรื่องพุทธประวัติ ซึ่งน่าจะมีอายุเก่าไปถึงสมัยอยุธยาหรือสุโขทัยก็ได้ ด้านหลังวิหารมีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสิงหลายองค์ อาจสร้างสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็ได้

พระนางพญา พบในกรุครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2444 ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเมืองพิษณุโลกเพื่อทอดพร ะเนตรการหล่อพระพุทธชินราชจำลอง และศาลาเล็กที่สร้างไว้เพื่อรับเสด็จและมีการพบกรุพระนางพญาและได้มีการนำทูลเ กล้าฯ ถวายและยังเหลืออยู่ที่วัดอีกมาก โดยใน พ.ศ.2497 ได้มีการพบกรุวัดนางพญาตรงซากปรักหักพังหน้ากุฏิสมภารถนอม เจ้าอาวาส เมื่อขุดหลุมเสาก็พบพระนางพญาจำนวนมหาศาล

นอกจากนั้นยังมีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสององค์ใหญ่ และ องค์เล็ก ยังปรากฏชั้นฐานแข้งสิงห์อยู่สองชั้นสภาพค่อนข้างชำรุดทรุดโทรม ลักษณะศิลปะอยุธยาตอนปลายต่อรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ประวัติวัดราชบูรณะ

วัดราชบูรณะ จังหวัดพิษณุโลก สันนิษฐานสร้างขั้นในสมัยสุโขทัย รัชสมัยพระยาลิไทย มีประวัติบนไม้แผ่นป้ายวัดของวัดความว่า วัดราชบูรณะดั้งเดิมไม่ปรากฏชื่อ ก่อสร้างมานาน 1,000 ปีเศษ ก่อนที่พระยาลิไทยได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์จึงมีชื่อว่า วัดราชบูรณะ

เจดีย์หลวง วัดราชบูรณะ ตั้งอยู่บนฐานก่ออิฐถือปูนขนาดใหญ่รูปทรงแปดเหลี่ยมยาวด้านละ 9 เมตร สูง 28 เมตร โดยเรียงซ้อนเป็นชั้นขึ้นไป 12 ชั้น จนถึงระเบียงรอบ มีเจดีย์ทรงกลม หรือเจดีย์ทรงลังกาตั้งอยู่บนลานระเบียงรอบ เจดีย์เล็กคล้ายองค์เจดีย์ประธานตั้งอยู่ด้านล่างรอบองค์เจดีย์ มีกำแพงแก้วล้อมรอบ เดิมยอดเจดีย์เสียหายหักชำรุดสูญหายไป เหลือแต่ฐานบัลลังก์เหนือคอระฆัง พระเจดีย์วัดราชบูรณะองค์นี้เป็นพระเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และสูงที่สุดในจังหวัดพิษณุโลก

จากรูปทรงของฐานที่เห็นได้ในขณะนี้ ภายในอาจจะเป็นฐานเจดีย์แบบสุโขทัยและคงถูกซ่อมแซมแปลงโดยการพอกภาย นอกก็เป็นได้ ถ้าหากวัดราชบูรณะถูกซ่อมแปลงและมีอายุเก่าถึงสมัยสุโขทัยตอนปลาย

ประวัติวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือที่เรียกกันว่า วัดใหญ่ หรือวัดหลวงพ่อพระพุทธชินราช เมื่อปีพุทธศักราช 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิด วรมหาวิหารและเป็นวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญยิ่งทั้งทางประวัติศาสตร์และโบราณค ดี

พระพุทธชินราช เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ พุทธลักษณะของพระพุทธชินราชมีความสวยงาน เส้นรอบนอกพระวรกายอ่อนช่อย พระขนงโก่ง พระเกตุมาลาเป็นเปลวเพลิง พระหัตถ์มีปลายนิ้วทั้งสี่เสมอกัน ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษเรียกว่า ทีฆง.คุลี ได้รับกล่าวขานว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามที่สุดในโลก

ประวัติวัดอรัญญิก

เป็นวัดโบราณสมัยกรุงสุโขทัย สร้างนอกกำแพง ประมาณ 1 กิโลเมตร ตามความนิยมของการสร้างวัด ในสมัยกรุงสุโขทัย ที่นิยมสร้างวัดในป่าและให้ชื่อว่า อรัญญิก

    ลักษณะทางสถาปัตยกรรม
  • 1.มีคูน้ำล้อมรอบเนินดิน ตามแบบวัดอรัญญิก ในสมัยสุโขทัย
  • 2.ซากอุโบสถ พบซากใบเสมาหินศิลปะสมัยสุโขทัย พระพุทธรูปศิลปะเชียงแสน สุโขทัย และ อยุธยา
  • 3.เจดีย์ ในลานวัดมีเจดีย์องค์ประธานทรงลักกา มีฐานลักษณะกลม องค์ระฆังเหลือครึ่งซีกจนถึงบัลลังก์ พบร่องรอยบูรณะใหม่ จึงทำให้มีรูป แบบผสมผสาน การกำหนดอายุจึงไม่แน่นอน

Sight seeing by trammy in phitsanulok city

Sightseeing by tramway in phitsanulok is a visiting special place,a place of historical and very beautiful on this trip, which take a journey to travel 40 – 50 minutes.From this trip, visitors will experience a touch of history history and travel by the old history tramway, that has a long history of 100 years.

This route of the tramway.

The route beings at wat phra sri rattan mahathat waramahawihan (wat yai) Chom nan riverside park-Houseboat museum – Railway station – clock tower – chao phraya chakri monument- ekathotsaroth bridge – talaeng kang (gallows)- city hall of phisanulok- wat viharn thong – the shrine of naresuan the great – the city pillar shrine and end the trip at wat phra sri rattan mahathat (wat yai)

City tour by tricycle

An easy tour to explore the nightlife of phitsanulok city. You can view the town, pass the markets and ancient places also. It is safety and comfort for you. The tour is available easy day.

  • - Sightseeing and visit the vibrant night life.
  • - The exotic taste of fried insects.
  • - Enjoy the show the fried morning glory show.

Paiyalyai crafts.

This shop is a ship someone who are the hand – made’s lover. The shop also offers goods made from cloth and fabric of Thailand and abroad all products are made exquisitery and thoughtfully, and for example a key chain and a small handbag etc.

Textile Museum and Life Museum

The Textile Museum exhibits textiles and garments, both from abroad and domestically. The museum is the center of knowledge about textiles production and royal suits and garments of H.M. the King and Queen. Next to the Textile Museum is a Life Museum that showcases the Thai cotton weaving method, starting from the growth of cotton to the intricate techniques in weaving cotton. There is a weaving demonstration available every weekend.

Contact: Please contact 0 5526 1000-4 ext. 1218, 1149 or visit www.thaitextilemuseum.com

Getting there: The Textile and Life Museum are situated within the Naresuan University between the 118-119 km markers off of Highway no. 117.